ซื้อเครื่องสำอางอย่างไร ไม่ให้ถูกหลอก

สาระน่ารู้ไว้สำหรับประกอบการพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขภาพ

ซื้อเครื่องสำอางอย่างไร ไม่ให้ถูกหลอก

โพสต์โดย admin » อังคาร ก.ค. 06, 2010 4:07 pm

เครื่องสำอางเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่มีการใช้กันทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยแรกเกิด หนุ่มสาว หรือวัย
ชรา จึงทำให้บริษัทผู้ผลิต และ/หรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางมีการแข่งขันด้านการตลาดอย่างมากเพื่อให้
ผลิตภัณฑ์ของตนเข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด

สำหรับการขายเครื่องสำอางนั้น ผู้ขายสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนเหมือนกับการขายยา แต่ตัวผลิตภัณฑ์
และการโฆษณาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย เช่น เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ต้องขออนุญาต
ขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อยก่อน หรือข้อความโฆษณาจะต้องไม่โอ้อวดเกินความเป็นจริง เป็นต้น

ประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาและมักพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ คือ การขายเครื่องสำอางแบบ
ไดเร็คเซลส์ซึ่งผู้ขายมักจะชักจูงผู้บริโภคด้วยการหว่านล้อม เชิญชวน ด้วยวาจา เอกสารและ/หรือแค็ต
ตาล็อก ที่มีสีสันสวยงาม ดึงดูดความสนใจ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิต-ภัณฑ์ของตนเอง
หากผู้บริโภคไม่พิจารณาให้ดีก็อาจถูกหลอกลวงได้ในบทความนี้ผู้เขียนจึงอยากขอนำเสนอ ข้อมูล
เกี่ยวกับเครื่องสำอาง ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ความหมายของเครื่องสำอาง การแบ่งประเภท การแสดง
ฉลาก การโฆษณา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบและใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อเครื่อง
สำอางได้อย่างมั่นใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ความหมายของเครื่องสำอาง
ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 กำหนดให้เครื่องสำอาง หมายถึง วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้
ทา ถูนวด โรย หยอด ใส่อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่าง-กายเพื่อความ
สะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม รวมถึงเครื่องประทินผิวต่าง ๆ

การแบ่งประเภทเครื่องสำอาง
เครื่องสำอางนับเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ผู้บริโภคใช้กันตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอนก็ว่าได้ทำให้
เครื่องสำอางมีมากมาย หลากหลายประเภท เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา จึงได้มีการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และแบ่งเครื่องสำอาง ตามความ
เสี่ยงออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ

เครื่องสำอางประเภทนี้จัดเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดอันตรายกับ ผู้ใช้เนื่องจากเคมี
ภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสม จึงมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยจะต้องขอขึ้นทะเบียนตำรับก่อน เมื่อได้รับใบ
สำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับเครื่องสำอางควบคุมพิเศษแล้ว จึงจะผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่ายได้
ผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ไหมขัดฟันที่มีส่วนผสมของ
ฟลูออไรด์ผลิตภัณฑ์ดัดผม ยืดผม ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดถาวร ผลิตภัณฑ์ฟอกสีผม ผลิตภัณฑ์กำจัดขน
เป็นต้น

2. เครื่องสำอางควบคุม
เป็นเครื่องสำอางที่อาจมีผลกระทบหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้บ้าง การกำกับดูแล จึงไม่เข้ม
งวดเท่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ผู้ประกอบธุรกิจเพียงมาแจ้งรายละเอียดต่อหน่วยงานของรัฐภายใน
เวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่าย
เครื่องสำอางควบคุม ได้แก่ผ้าอนามัย ทั้งชนิดแผ่นและชนิดสอด ผ้าเย็นหรือกระดาษเย็นในภาชนะ
บรรจุที่ปิดสนิท แป้งฝุ่นโรยตัว และแป้งน้ำผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดด สารขจัดรังแคทั้ง คลิมบา
โซล ซิงก์ไพริไทโอน และไพรอกโทน โอลามีน

3. เครื่องสำอางทั่วไป
เป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของสารควบคุมพิเศษ หรือสารควบคุม เครื่องสำอางประเภทนี้
สามารถผลิตได้โดยไม่ต้องขออนุญาต หรือแจ้งรายละเอียดกับหน่วยงานราชการ เพียงแต่จัดทำฉลาก
ภาษาไทยให้มีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศต้องส่งมอบหลักฐาน
ประกอบการนำเข้า และต้องจัดทำฉลากภาษาไทยที่มีข้อความที่จำเป็นครบถ้วน ภายใน 30 วัน หลังจาก
ได้รับการปล่อยให้นำเข้าในราชอาณาจักร
เครื่องสำอางทั่วไป เช่น ครีมนวดผม แชมพูสระผมที่ไม่ผสมสารขจัดรังแค โลชั่น ครีมบำรุงผิว อายแชโดว์
ลิปสติก ครีมรองพื้น สบู่เครื่องสำอางระงับกลิ่นกาย เป็นต้น

การแสดงฉลากเครื่องสำอาง
เครื่องสำอางโดยทั่วไปมักจะมีลักษณะภายนอกที่สวยงาม ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ทำให้บางครั้ง
ผู้ซื้อลืมให้ความสำคัญกับข้อมูลบนฉลากไป ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้บริโภคบางคนยังเข้าใจสับสนว่า เครื่อง
สำอางต้องมีเครื่องหมาย อย. ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามกฎหมายแล้วมีเพียง เครื่องสำอาง
ควบคุมพิเศษเท่านั้น ที่ต้องแสดงทะเบียนตำรับในเครื่องหมาย อย.
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรทราบข้อมูลเบื้องต้นบนฉลาก เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเลือกซื้อเครื่อง
สำอางครั้งต่อไป ดังนี้
รูปภาพ
ประเภทข้อมูล | เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ | เครื่องสำอางควบคุม | เครื่องสำอางทั่วไป

1. | ชื่อเครื่องสำอาง | ชื่อเครื่องสำอาง | ชื่อเครื่องสำอาง

2. | ประเภท หรือชนิด | ประเภท หรือชนิด | ประเภท หรือชนิด

3. | เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ | เครื่องสำอางควบคุม | -

4. | เลขทะเบียน ในกรอบ อย. | - | -

5. | ชื่อและปริมาณของ | ชื่อและปริมาณของสารควบคุม | ชื่อและส่วนประกอบสำคัญ
| สารควบคุมพิเศษและสารสำคัญ | และสารสำคัญ | ชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิต

6. | ชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิต | ชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิต | แต่ถ้านำเข้าแสดงชื่อและที่ตั้ง
| แต่ถ้านำเข้าแสดงชื่อและที่ตั้ง | แต่ถ้านำเข้าแสดงชื่อ | ของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิต
| ของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิต | และที่ตั้งของผู้นำเข้า | และประเทศที่ผลิต
| และประเทศที่ผลิต | รวมทั้งชื่อผู้ผลิต และ |
| | ประเทศที่ผลิต |

7. | เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต | เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต | เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต

8. | วัน เดือน ปีที่ผลิต | วัน เดือน ปีที่ผลิต | วัน เดือน ปีที่ผลิต

9. | วิธีใช้ | วิธีใช้ | วิธีใช้

10. | ปริมาณสุทธิ. | ปริมาณสุทธิ | ปริมาณสุทธิ

11. | คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด | คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด|คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด

จากตารางการแสดงฉลากของเครื่องสำอาง จะเห็นได้ว่าเครื่องสำอางควบคุมและเครื่องสำอางทั่วไป ไม่
ต้องแสดงเลขทะเบียนในเครื่องหมาย อย.แต่เครื่องสำอางทุกชนิดจะต้องแสดงฉลากเป็นภาษาไทย ดัง
นั้นก่อนซื้อผู้บริโภคควรสังเกตให้ดีและให้ความสำคัญกับข้อมูลบนฉลากในแต่ละหัวข้อ ดังนี้
- ชื่อเครื่องสำอาง ซึ่งผู้ผลิตจะแสดงอย่างชัดเจน
- ประเภท หรือชนิดของเครื่องสำอาง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงกับความต้องการ เนื่องจากเครื่องสำอาง
หลายชนิดจะบรรจุในภาชนะที่คล้ายคลึงกัน
- ส่วนประกอบสำคัญ บางครั้งอาจเป็นสารเคมีที่ไม่คุ้นเคย แต่ถ้าใช้เครื่องสำอางแล้วแพ้ข้อมูลดังกล่าว
จะเป็นประโยชน์มาก จะได้ไม่กลับไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีที่เราแพ้อีก
- ชื่อ และที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์เมื่อมี
ปัญหาจากการใช้จะได้ติดต่อกับผู้รับผิดชอบได้
- วัน เดือน ปีที่ผลิต เป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคควรทราบ เพราะถ้าผลิตมานานอาจเสื่อมคุณภาพ และที่ฉลาก
เครื่องสำอางมักไม่แสดง วันหมดอายุเนื่องจากอายุของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สารที่
เป็นส่วนผสม การบรรจุการเก็บรักษา เป็นต้น ดังนั้น
ก่อนซื้อควรดูวันผลิต และการเก็บรักษาประกอบด้วย
- วิธีใช้ ก่อนใช้เครื่องสำอางควรศึกษาวิธีใช้ให้ละเอียด
- ปริมาณสุทธิ ผู้ซื้ออาจใช้เปรียบเทียบเรื่องความเหมาะสมของราคากับยี่ห้ออื่น
- คำเตือน ซึ่งบางชนิดอาจจะมีคำเตือนบนฉลาก และควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การโฆษณาเครื่องสำอาง
นอกจากการขายเครื่องสำอาง ที่ไม่ต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แล้ว การ
โฆษณาก็เช่นเดียวกัน ผู้ประกอบการไม่ต้องขออนุญาตก่อนโฆษณา สามารถทำการโฆษณาเครื่อง
สำอางตามสื่อต่าง ๆ อาทิวิทยุโทรทัศน์ได้เลย แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป ถึง
แม้ว่าจะยังไม่มีกฎหมายที่ใช้บังคับเรื่องนี้โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติได้มีการนำเอาบทบัญญัติของ
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งการโฆษณาเครื่องสำอาง จะต้อง
ปฏิบัติดังนี้
1. ต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
ต่อสังคม เช่น ข้อความที่เป็นเท็จเกินความจริง ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยก

2. ต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือจิตใจ หรือก่อให้
เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค

3. การโฆษณาที่มีข้อความเกี่ยวกับแถม พก หรือของรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค จะต้องแสดง
หลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข ของรายการในการโฆษณาให้ครบถ้วน

เนื่องจากการโฆษณาเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง ที่นำมาใช้เพื่อส่งเสริมการขาย ซึ่งก็มีหลายรูปแบบแตกต่างกัน
ไป เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และการโฆษณาขายแบบไดเร็คเซลส์เป็นรูปแบบหนึ่งที่นิยมทำ
กันมาก ซึ่งปัญหาที่มักพบจากการขายแบบไดเร็คเซลส์ก็คือ ผู้ขายจะโฆษณาเชิญชวนผู้บริโภค ด้วยการ
เกลี้ยกลอม หว่านล้อม ทั้งด้วยวาจา และเอกสารที่จัดเตรียมมา โดยเสนอแต่ข้อมูลด้านเดียว ผู้บริโภคมัก
จะได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือได้รับข้อมูลที่เกินความเป็นจริง อีกทั้งยากต่อการดำเนินการตาม
กฎหมาย ซึ่งผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโฆษณาขายเครื่องสำอางแบบไดเร็คเซลส์เพื่อใช้ในการ
พิจารณาเลือกซื้อ ดังนี้

ข้อสังเกตในการโฆษณาขายเครื่องสำอางแบบไดเร็คเซลส์
- ถ้าผลิตภัณฑ์ใด ผู้ขายโฆษณาว่า สามารถบำบัด บรรเทา รักษาป้องกันโรค หรือมีผลต่อโครงสร้างของ
ร่างกาย เช่น ครีมบรรเทาอาการผิวอักเสบ คัน ผื่นแดง ครีมเสริมทรวงอก ครีม-ลดไขมัน โลชั่นขจัดสิว
เป็นต้น ซึ่งสรรพคุณที่กล่าวมาเป็นสรรพคุณทางยา ถ้าผลิตภัณฑ์มีสรรพคุณดังที่กล่าวมาจริงก็จัดว่าเป็น
ยา ต้องมาขอขึ้นทะเบียนตำรับยา และจะขายได้เฉพาะร้านขายยาเท่านั้น แต่ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยา
แล้วมาโฆษณาว่าสามารถ บรรเทา รักษาป้องกันโรคได้แสดงว่าเป็นการโอ้อวดเกินความจริง ให้ผู้
บริโภคตั้งข้อสงสัยได้เลยว่าเป็นการโฆษณาที่เป็นเท็จ

- ถ้าผลิตภัณฑ์นั้น มีสรรพคุณ บำบัด บรรเทา รักษาป้องกันโรคได้หรือมีผลต่อโครงสร้างต่อร่างกาย
มนุษย์ตามที่โฆษณาและมีการขอขึ้นทะเบียนตำรับยา แต่นำมาขายโดยตรงต่อผู้บริโภค ถือว่าเป็นการ
ขายยานอกสถานที่ซึ่งผิดกฎหมาย

- ผลิตภัณฑ์ใดที่แสดงสรรพคุณว่าใช้เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม
และความสะอาด แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้น เป็นเครื่องสำอาง ผู้บริโภคอาจซื้อจากผู้ขายโดยตรงได้แต่ควร
พิจารณาข้อมูลจากผู้ขายให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ

จะเห็นได้ว่าเครื่องสำอางนั้น เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีจุดมุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถูนวด โรย หยอด อบ
ใส่หรืออาจกระทำด้วยวิธีอื่นต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่ง
เสริมให้เกิดความสวยงาม ไม่ได้มีสรรพคุณที่จะช่วยบำบัด บรรเทา ป้องกันรักษาโรคต่าง ๆ แต่อย่างใด
ดังนั้นก่อนซื้อเครื่องสำอางในครั้งต่อไป ควรพิจารณาให้ดีอย่างหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อของผู้ขาย

และให้สังเกตที่ฉลากต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย มีรายละเอียดครบถ้วนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้าง
ต้น ถ้าเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ บนฉลากจะต้องมีเลขทะเบียนในเครื่องหมาย อย.และข้อความว่า
“เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ” ส่วนเครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางทั่วไป จะไม่มีเครื่องหมาย อย.
บนฉลาก และก่อนใช้เครื่องสำอางก็ควรศึกษาวิธีใช้ให้เข้าใจ เพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ที่มา: กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา
http://www.irbeautina.biz
สินค้าสุขภาพและความงาม
โรงงานรับจ้างผลิตขายเอง คุณภาพส่งออก ราคาถูกกว่าสินค้าในท้องตลาด ยิ่งประกอบธุรกิจยิ่งถูก
วัตถุดิบนำเข้า สารสกัดจากธรรมชาติ เน้นความปลอดภัย คุณภาพสากล ราคาถูกกว่าท้องตลาด
รับสมัครเฟรนไชส์/ตัวแทนจำหน่ายอิสระ
admin
Site Admin
 
โพสต์: 265
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.ค. 02, 2010 6:49 pm
ที่อยู่: 11 ห้องพักบุญมาเกสเฮ้าท์ ซอย 18 ถนน บางแสนสาย 2 ต.แสนสุข อ.เมือง จังหวัด ชลบุรี

ย้อนกลับไปยัง สาระน่ารู้ไว้สำหรับประกอบการพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขภาพ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron